เชิญร่วมงาน รวมพลังสายใย...เสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้ป่วยลมชัก วันจันทร์ที่ 21 พ.ย.62 เวลา 9.00-15.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 5 รพ.พระมงกุฎเกล้า

เชิญร่วมงาน รวมพลังสายใย...เสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้ป่วยลมชัก วันจันทร์ที่ 21 พ.ย.62 เวลา 9.00-15.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 5 รพ.พระมงกุฎเกล้า 

 

ผู้เขียน หัวข้อ: โรคตับที่ต้องรู้  (อ่าน 708 ครั้ง)

ออฟไลน์ liwanda

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
โรคตับที่ต้องรู้
« เมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม 2018 เวลา 18:15 น. »
   ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ในร่างกาย มีหน้าที่สำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโปรตีน ฮอร์โมน และเม็ดเลือด เก็บสะสมสารอาหารต่างๆ ทำงานประสานร่วมกับอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ไต ตับอ่อน ถุงน้ำดี รวมถึงทำลายสารพิษทั้งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเองหรือจากที่เรานำเข้าสู่ร่างกาย โรคเกี่ยวกับตับมีหลายอย่าง ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและไขมันพอกตับ ทำให้ตับอักเสบ ตามมาด้วตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด
   เมื่อพูดถึงตับแข็ง หลายๆ คนคงเข้าใจว่าเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วมีหลายสาเหตุที่สามารถทำให้เกิดตับแข็ง ซึ่งเมื่อเกิดตับแข็งแล้วจะไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ อย่างไรก็ดีการรักษาแต่เนิ่นๆ ร่วมกับความร่วมมือในการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยจะช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อตับถูกทำลายมากขึ้นได้
อาการเตือนว่าตับต้องการการดูแล

ไขมันพอกตับ,ไขมันเกาะตับ (Fatty Liver Disease)
  คือ การมีไขมันไปสะสมอยู่ในเซลล์ตับ เมื่อตับมีไขมันสะสมอยู่มากกว่า 5% บุคคลนั้นจะเป็นโรคไขมันพอกตับ ซึ่งโดยปกติผู้ป่วยจะไม่มีอาการ แต่บางรายอาจรู้สึกไม่สบายบริเวณใต้ชายโครงขวา อ่อนเพลีย นั่นคือโรคนี้ค่อยๆ พัฒนาขึ้น และตับที่มีไขมันสะสมอยู่จะง่ายต่อการเกิดความเสียหาย ซึ่งเป็นผลจากการอักเสบและเกิดแผลเป็นในเนื้อตับ
 ไวรัสตับอักเสบ มีสาเหตุมาจากไวรัสหลายชนิดคือ เอ บี ซี ดี อี ไวรัสกลุ่มนี้ชอบอาศัยอยู่ในเซลล์ตับ ทำให้เกิดตับอักเสบ เซลล์ตับถูกทำลาย เมื่อตับถูกทำลายมากจะกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดและอาจกลายเป็นตับแข็งหรือกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด
  ไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด
  ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ เชื้อจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วย จึงอาจปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาด อาหารสุกๆ ดิบๆ ผักสดที่ล้างไม่สะอาด ดังนั้นกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอสูงคือ กลุ่มที่มีสุขอนามัยหรือการสุขาภิบาลไม่ดี ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด
  ไวรัสตับอักเสบชนิดบี เป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 9 ของโลก ในประเทศไทยเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดตับอักเสบเรื้อรัง เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีมีผนังหุ้มตัวเอง ตายยาก สามารถหลบอยู่ในเซลล์ของตับ ดื้อยา ในอากาศภายนอกมีชีวิตอยู่ได้เป็นเดือน อยู่ในตู้เย็นได้เป็นปี ผู้ได้รับเชื้อเพียงเล็กน้อยก็มีโอกาสเป็นโรค (มีโอกาสกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังร้อยละ 10)
  ไวรัสตับอักเสบชนิดซี ระบาดมากในอเมริกา แต่ในระยะ 10 ปีนี้พบในประเทศไทยมากขึ้น ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีมักไม่ค่อยมีอาการ ส่วนใหญ่พบจากการตรวจสุขภาพทั่วไป จึงนับเป็นภัยเงียบ ผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบซีสามารถกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังถึงร้อยละ 85
  ไวรัสตับอักเสบชนิดดี จะไม่เกิดเองตัวเดียวโดดๆ จะเกิดร่วมกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดบีอยู่แล้ว เมื่อเกิดไวรัสตับอักเสบดีร่วมอาการจะรุนแรงขึ้น
  ไวรัสตับอักเสบชนิดอี มีลักษณะคล้ายไวรัสตับอักเสบชนิดเอ แต่รุนแรงน้อยกว่าและหายเร็วกว่า แต่ถ้าพบในหญิงตั้งครรภ์อาการจะรุนแรงและอันตรายโดยเฉพาะในระยะ 3 เดือนท้ายก่อนคลอด
ภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง หรือดีซ่าน (Jaundice)
  ดีซ่าน เป็นคำที่ใช้เรียกคนที่มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ดีซ่านมีกลไกเกิดจาก มีปริมาณสาร บิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งมีสีเหลือง ในเลือดสูงเกินปกติมาก สารบิลิรูบินจะเข้าไปจับในเนื้อเยื่อต่างๆ ก่อเกิดมีสีเหลืองขึ้นตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย จะเหลืองมากหรือน้อย ขึ้นกับปริมาณบิลิรูบินในเลือด ซึ่งการมีสีเหลืองผิดปกติทั่วร่างกาย เรียกว่า โรคหรืออาการดีซ่าน บริเวณที่เราพบได้บ่อยได้แก่ บริเวณผิวหนังทั่วตัว ตาขาว

ตับอักเสบ (Hepatitis) เป็นภาวะอักเสบที่เกิดบริเวณตับ อาจเกิดจากจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือสาเหตุอื่น ๆ อย่างการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก การใช้ยาเสพติด ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การได้รับสารพิษ โรคอ้วน และกลุ่มอาการเมตาบอลิค รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันทำลายตับเอง ทำให้ตับเกิดความเสียหายจนเกิดอาการป่วยต่าง ๆ ตามมา หากตับอักเสบอย่างเรื้อรัง อาจทำให้การทำงานของตับผิดปกติ เกิดโรคตับแข็ง หรือเสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้
มะเร็งตับ (Liver Cancer) เป็นโรคมะเร็งที่สามารถพบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งที่เกิดขึ้นในผู้ชายไทย ทั้งยังพบมากเป็นอันดับ 4 ของผู้ป่วยมะเร็งรวมกันทั้งชายและหญิง ส่วนมากมะเร็งตับมักพบในผู้ป่วยที่มีอายุ 30 - 70 ปี และพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2 - 3 เท่า จัดว่าโรคนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรงมาก จนอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เป็นจำนวนหลายราย อนึ่ง โรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ กว่าผู้ป่วยจะได้เข้ารับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคใดก็ต้องพบว่าอยู่ในระยะท้ายของการเป็นมะเร็งตับซะแล้ว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2018 เวลา 14:56 น. โดย NONG »

ออฟไลน์ Redbalin

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
    • ทางเข้า sbobet
Re: โรคตับที่ต้องรู้
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: วันอังคารที่ 08 มกราคม 2019 เวลา 16:22 น. »
อันตรายจริงๆ เลย

 


Powered by EzPortal